ธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกาตามที่คาดเอาไว้ว่าได้รักษาระดับ เป้าหมายอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอยู่ระหว่างที่ร้อยละ 1.00-1.25 ในเซสชั่นที่จบตัวลงไปในวันพุธ แล้วยังไม่มีมการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาส่งผลกระทบต่อเนื้อหาการแถลงการณ์ที่ออกตามมา โดยทางเฟดกล่าวว่า การปรับตัวลงของการจ้างงานในเดือนกันยายนเป็นผลพวงจากการเกิดพายุเฮอร์ริเคน และจะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อมูลทางเศรษฐกิจ
เงินดอลลาร์ยังไม่มีปฏิกริยาจากการประชุม หลังจากที่ได้เตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์สำคัญทั้งสองที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ตามที่คาดเอาไว้พบว่า ประธานาธิบดี Trump จะทำการประกาศตัวแทนที่จะดำรงตำแหนางเป็นประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา แล้วจะขึ้นอยู่กับว่า ใครจะดำรงตำแหน่งนี้ไม่ว่าจะเป็น สายกลางอย่าง Powell หรือจะเป็นสายเหยี่ยวอย่าง Taylor โดยทางตลาดจะสร้างปฏิกริยาในรูปแบบของการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ นอกจากนั้นแล้วในวันพฤหัสบดี พบว่าพรรครีพับลิกันจะนำเสนอในสภา เกี่ยวกับแผยการสำหรับการปฏิรูปภาษี โดยเหตุการณ์นี้อาจก่อให้เกิดการเติบโตที่ดีแล้วจะสนับสนุนต่อการเติบโตของ สกุลเงินดอลลาร์
ยูโรโซน
ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจมหภาคสำหรับยูโรในสัปดาห์นี้ค่อนข้างมีความขัดแย้งในตัวเอง อ้างอิงข้อมูลจากคณะกรรมาธิการแห่งยุโรปที่ได้ระบุว่า สภาวะทางธุรกิจกำลังพัฒนาขึ้นมา ซึ่งตามผลลัพธ์ของการศึกษาที่นำเสนอออกไปในเดือนตุลาคมสำหรับเดือนตุลาคม และยังสนับสนุนการรายงานข้อมูลเบื้องต้นของสถาบันสถิติ Eurostat ในยอด GDP -ของยูโรโซนในไตรมาสที่สาม ซึ่งมีการปรับตัวดีกว่าที่ได้คาดการณ์เอาไว้
ในเวลาเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงไปอย่างมากกว่าที่ได้คาดการณ์เอาไว้ โดยที่ดัชนีพื้นฐานของยูโรได้ร่วงลงไปร้อยละ 1.1 จากเดิมในเดือนกันยายนในร้อยละ 1.3 ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันต่อสกุลเงินยูโร
เนื่องจากมีการคาดการณ์ที่ดีของสกุลเงินดอลลาร์ การเติบโตที่อาจเกิดขึ้นในยูโรอาจมีระดับจำกัดได้ใน 1.1750 ส่วนหากเกิดการแข็งค่าขึ้นมาก็อาจจะใช้สำหรับการขาย โดยที่โอกาสในการปรับระดับในระดับต่ำของเดือนตุลาคมใน 1.1575 ยังค่อนข้างสูงอยู่
สหราชอาณาจักรอังกฤษ
การประชุมของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษในวันพฤหัสบดีออกมาว่า อาจจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาหนึ่งจุด เป็นการรับมือกับการลดลงของอัตราการจ้างงานและการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ
ในเวลาเดียวกัน ความเห็นไม่ว่าทางธนาคารแห่งประเทศอังกฤษกำลังเตรียมการเริ่มต้นวัฏจักรการปรับตัวขึ้น หรือการระงับในการแทรกแซง ได้มีเสียงออกมาไม่เหมือนกัน แล้วยังมาจากการประเมินต่อแนวโน้มของสกุลเงินปอด์ หลังจากในการประชุมจะมีการจับตาดูเป็นพิเศษ คนส่วนใหญ่ในตลาดคาดว่าจะทำการโหวตในคะแนนเสียงต่อ 7 ต่อ 2 ซึ่งมีความต้องการให้มีการปรับตัวขึ้นมา และทางธนาคารกลางจะตรวจสอบการประเมินค่าอีกครั้ง โดยจะยังไม่มีการให้รายละเอียดออกมาเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเป็นครั้งที่สอง
อ้างอิงความเห็นจากส่วนรวมในตลาดพบว่า เศรษฐกิจในสหราชอาณาจักรอังกฤษยังไม่พร้อมสำหรับการเกิดวัฏจักรใหม่ ในการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างนั้นค่อนข้างอยู่ล้าหลังอัตราการเติบโตในอัตราเงินเฟ้อ และอาจยังไม่มีความเชื่อมั่นในอุปสงค์ของผู้บริโภคแบบยั่งยืน นอกจากนั้นแล้ว อัตราเงินเฟ้อในความเป็นจริง ค่อนข้างเกิดขึ้นตามผลลัพธ์ของการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit (การลดลงของอำนาจการซื้อสกุลเงินปอนด์ และที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นในราคาการนำเข้า ) เมื่อเทียบกับผลกระทบจากภายใน จากการรายงานที่ออกมาในวันอังคารพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จากเครือ Gfk แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรอบ 5เดือนที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับต่ำ แล้วยังไม่มึเหตุผลที่จะคาดถึงการเปลี่ยนแปลงในระยะอันสั้นนี้
ในวันพฤหัสบดี มีการรายงานถึงการคาดการณ์ในเศรษฐกิจมหภาพ แล้วการแถลงการณ์ของคุณ Mark Carney ตามที่คาดเอาไว้ สำหรับเหตุผลของการประเมินสถานการณ์นั้นได้แสดงให้เห็นถึง แนวโนมอัตราเงินเฟ้อ ที่อาจปรับตัวขึ้นมาในระยะสั้นเพื่อที่จะรองรับ การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น แต่มันอาจจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งอาจจะกระตุ้นการขายสกุลเงินปอนด์ออกไป
สถานการณ์ที่ดูน่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดก็คือการที่ ตลาดจะใช้การปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อกำหนดผลกำไร หลังจากที่สกุลเงินปอนด์ได้สูญเสียสถานะไป แล้วการเริ่มต้นนั้นอาจจะกลับไปหาสกุลเงินดอลลาร์ ดังนั้นแล้ว การเติบโตที่อาจเกิดขึ้นนั้นอาจจะระงับอยู่ในแนวต้านที่ 1.3440/50
น้ำมัน
จากการรายงานของกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกาที่ออกมานั้น ค่อนข้างแย่กว่าการรายงานที่มาจากสถาบัน API ในวันก่อนหน้านี้ และอาจนะไปสู่การทำกำไร ในเวลาเดียวกันเอง มีไม่เพียงกี่สาเหตุสำหรับการเกิดการปรับตัวกลับและ การปรับตัวลงของราคาอย่างมาก โดยทางโอเปกยังคงรักษาระดับการผลิตให้ต่ำลงอย่างสม่ำเสมอ แล้วไม่อนุญาตให้ตลาดทำการผลิตออกมาเกิดไป แนวโน้มสำหรับการขยายสัญญาการลดการผลิตเพิ่มขึ้นของทางโอเปกอาจจะเกิดขึ้นได้สูง ดังนั้นแล้วอุปสงค์สะสมจากประเทศในแถบเอเชียยังคงก่อตัวมากขึ้น