ยูโรและปอนด์ทะยานขึ้นอย่างรุนแรง และมีเหตุผลเชิงปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้
เมื่อวานนี้ทั้งยูโรและปอนด์ปรับตัวขึ้นแรง หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางออกมาประกาศการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในนโยบายการเงินของประเทศตนเอง สมาชิกของ European Central Bank ระบุว่าพร้อมจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนเมษายนปีนี้ เหตุผลหลักมาจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน ซึ่งได้ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว
ถ้อยแถลงนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก ที่เดิมคาดหวังว่า ECB จะดำเนินนโยบายแบบระมัดระวังมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้บีบให้ธนาคารกลางต้องทบทวนแผนเดิม จุดยืนที่ใกล้เคียงกันยังได้ถูกสะท้อนจากผู้บริหารของ Bank of England เมื่อวานนี้ Andrew Bailey ระบุว่า แทนที่แผนการลดดอกเบี้ย ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในไม่ช้านี้ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่มีสัญญาณดีขึ้น
วันนี้ผู้เข้าร่วมตลาด โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามสถานการณ์ในยูโรโซนอย่างใกล้ชิด กำลังรอคอยการปิดสัปดาห์ที่คาดว่าจะคึกคัก โดยจุดสนใจหลักจะอยู่ที่การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้และความเคลื่อนไหวด้านการค้าต่างประเทศของภูมิภาค ตลอดจนถ้อยแถลงจากบุคคลสำคัญในระบบการเงินยุโรป
ในช่วงครึ่งวันแรก มีการคาดการณ์ว่าจะมีรายงานจาก ECB เกี่ยวกับดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้าของยูโรโซน ตัวชี้วัดเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สะท้อนกระแสเงินทุนระหว่างประเทศที่ไหลเข้าสู่ยูโรโซน ดุลบวกจะบ่งชี้ว่าการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศมีมากกว่าการไหลออก ขณะที่แนวโน้มดุลที่เป็นลบอาจเป็นสัญญาณของการไหลออกของเงินทุนหรือการเพิ่มขึ้นของหนี้ต่างประเทศ ซึ่งอาจกดดันให้ยูโรอ่อนค่าได้
คำปราศรัยของ Joachim Nagel ประธาน Bundesbank ก็มีน้ำหนักและสามารถส่งผลต่อมุมมองของเทรดเดอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้เข้าร่วมตลาดจะจับตาหาสัญญาณในคำพูดของเขาเกี่ยวกับทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต นโยบายการเงิน การประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปัจจุบัน และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
สำหรับปอนด์ ช่วงครึ่งวันแรกในตลาดการเงินของสหราชอาณาจักรจะมีบรรยากาศค่อนข้างสงบ โดยคาดว่าจะมีเพียงรายงานเกี่ยวกับความต้องการกู้ยืมสุทธิของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เห็นภาพของภาระหนี้ภาครัฐและความจำเป็นในการระดมทุนเพื่อใช้จ่ายดำเนินงานของรัฐบาล อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือการเผยแพร่ดุลคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมจาก Confederation of British Industry ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเชิงนำ เพราะสะท้อนมุมมองและความคาดหวังของภาคการผลิตในประเทศ แม้ว่าข้อมูลเหล่านี้อาจไม่สร้างความผันผวนรุนแรงให้กับตลาด แต่การเผยแพร่จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันในสหราชอาณาจักร
หากข้อมูลออกมาตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าคือการใช้กลยุทธ์ Mean Reversion แต่หากข้อมูลออกมาสูงหรือต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ กลยุทธ์ Momentum จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า
กลยุทธ์ Momentum (สำหรับการเทรดตามเบรกเอาต์):สำหรับคู่เงิน EUR/USDเปิดสถานะ Long เมื่อราคาทะลุระดับ 1.1570 อาจนำไปสู่การปรับขึ้นของยูโรสู่โซน 1.1600 และ 1.1635;เปิดสถานะ Short เมื่อราคาทะลุระดับ 1.1540 ลงมา อาจนำไปสู่การปรับตัวลงของยูโรสู่โซน 1.1505 และ 1.1475;สำหรับคู่เงิน GBP/USDเปิดสถานะ Long เมื่อราคาทะลุระดับ 1.3415 อาจนำไปสู่การปรับขึ้นของปอนด์สู่โซน 1.3440 และ 1.3465;เปิดสถานะ Short เมื่อราคาทะลุระดับ 1.3390 ลงมา อาจนำไปสู่การปรับตัวลงของปอนด์สู่โซน 1.3360 และ 1.3320;สำหรับคู่เงิน USD/JPYเปิดสถานะ Long เมื่อราคาทะลุระดับ 158.57 อาจนำไปสู่การปรับขึ้นของดอลลาร์สู่โซน 158.87 และ 159.18;เปิดสถานะ Short เมื่อราคาทะลุระดับ 158.28 ลงมา อาจนำไปสู่การปรับตัวลงของดอลลาร์สู่โซน 157.93 และ 157.69;กลยุทธ์ Mean Reversion (สำหรับการเทรดตามการดีดกลับของราคา):สำหรับคู่เงิน USD/CADมองหาโอกาสเปิดสถานะขาย หากการเบรกทะลุเหนือ 1.3742 ล้มเหลว และราคากลับลงมาต่ำกว่าระดับนี้อีกครั้ง;มองหาโอกาสเปิดสถานะซื้อ หากการเบรกหลุดต่ำกว่า 1.3719 ล้มเหลว และราคากลับขึ้นมาที่ระดับนี้อีกครั้ง;