นักลงทุนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นว่าจะมีจุดจบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว และดัชนีหุ้นก็กำลังไหลเข้าสู่ภาวะปรับฐานทีละดัชนี Russell 2000 เป็นดัชนีที่เริ่มปรับลงก่อน ตามมาด้วย Nasdaq Composite ถัดมาคือ S&P 500 ซึ่งเพิ่งบันทึกการร่วงลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม หลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาจากสหรัฐฯ ทั้งวอชิงตันและเตหะรานต่างยื่นข้อเรียกร้องในระดับสูงสุด มากกว่าก่อนเริ่มการสู้รบเสียอีก ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาจุดร่วมกันได้หรือไม่
เวลายิ่งผ่านไปยิ่งไม่เป็นผลดีกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทุก ๆ วันที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะถดถอย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Russell 2000 เป็นดัชนีแรกที่เข้าสู่เขตปรับฐาน หุ้นของบริษัทขนาดเล็กมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง ในขณะที่สัญญาณการชะลอตัวกระตุ้นให้นักลงทุนขายหุ้นออกมา
พัฒนาการของดัชนีหุ้นหลังจากการเทขายอย่างหนัก
ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง หลังการเทขายครั้งใหญ่ (sell-off) การดีดตัวขึ้นของดัชนี Russell 2000 มักจะแรงกว่าของ S&P 500 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุ ช่วงเวลานั้นอาจกำลังจะมาถึง Scott Bessent ระบุว่าหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลง ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงและช่วยชะลอเงินเฟ้อ Donald Trump พยายามสร้างความมั่นใจให้ตลาดโดยอ้างว่าการเจรจามีความคืบหน้าในเชิงสร้างสรรค์ และเขาคาดว่าจะเห็นอัพไซด์ในราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI เพิ่มขึ้นอีก ราคาน้ำมันดิบเกรดหลักอาจขยับขึ้นได้อีกเล็กน้อย แต่จากนั้นมีแนวโน้มจะปรับตัวลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี จังหวะของคำว่า “จากนั้น” ยังไม่อาจคาดเดาได้ ตลาดกำลังกำหนดราคา (pricing in) บนสมมติฐานแนวโน้มที่หม่นหมองของเศรษฐกิจสหรัฐ และนักลงทุนกำลังเทขาย Russell 2000 ซึ่งเปิดปี 2026 ได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite กำลังเข้าสู่ภาวะปรับฐาน (correction territory)
หากในช่วงเริ่มต้นของสงครามกับอิหร่าน นักลงทุนเคยหวังว่าหุ้นเทคโนโลยีจะทำหน้าที่เป็นที่หลบภัยจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเชื่อนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อสิ้นเดือนมีนาคม แรงกระแทกระลอกแรกต่อหุ้น Big Tech มาจากการดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แรงกระแทกระลอกที่สองคือคำตัดสินของศาลที่รับรองถึงผลกระทบด้านลบของโซเชียลเน็ตเวิร์กต่อสุขภาพของผู้ใช้ ซึ่งได้กดราคาหุ้น Meta Platforms อย่างรุนแรง และฉุดกลุ่ม Magnificent Seven ลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม
เมื่อ Trump’s put ใช้การไม่ได้, Fed ไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย และนักลงทุนหมดความเชื่อมั่นว่าจะมีทางออกของความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างรวดเร็ว ดัชนีหุ้นในภาพรวมจึงแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องปรับตัวลงตาม Russell 2000 และ Nasdaq Composite เข้าสู่เขตปรับฐาน เวลาไม่ได้อยู่ข้างมัน
ในเชิงเทคนิค บนกราฟรายวันของ S&P 500 แสดงให้เห็นการย่อตัวที่รุนแรงขึ้นกลับสู่แนวโน้มขาลง สะท้อนจากการที่ราคาเคลื่อนตัวห่างออกจากเส้นค่าเฉลี่ยมากขึ้น สถานะ Short ที่เปิดจากบริเวณจุดต่ำของแท่งเทียนแบบ pin bar แถว 6,565 สามารถเพิ่มขนาดได้ หากมีการหลุดลงอย่างชัดเจนต่ำกว่าจุดต่ำในระยะสั้นบริเวณ 6,470 โดยเป้าหมายที่ 6,420 และ 6,290 ยังคงมีนัยสำคัญอยู่