ตลาดเริ่มเบื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ดีที่สุดในรอบหนึ่งปี ภายใต้กระแสข่าวการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน และการร่วงลงแรงที่สุดของราคาน้ำมันนับตั้งแต่ปี 2022 นักลงทุนจำนวนมากได้ปรับพอร์ตเพื่อรับกับสถานการณ์ที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะลดลงอย่างแท้จริง แต่เมื่อการเจรจาล้มเหลว บรรยากาศในตลาดก็กลับตาลปัตร ดัชนี S&P 500 มีความเสี่ยงที่จะเปิดตลาดด้วยช่องว่างด้านลบ และหากนักลงทุนรายย่อยเทขายตามไปด้วย ก็อาจเกิดแรงกดดันหนัก

Morgan Stanley ให้เหตุผลว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังแข็งแกร่ง และความทนทานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีหุ้นกว้างอย่าง S&P 500 ปรับลงจากจุดสูงสุดเดือนตุลาคมมาไม่ถึง 10% แม้จะมีความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม การปรับลดของอัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า (price-to-forecasted-earnings) ลงถึง 18% และการที่หุ้นในดัชนี Russell 2000 กว่าครึ่งปรับตัวลงมากกว่า 20% บ่งชี้ว่าการปรับฐานของ S&P 500 อาจใกล้สิ้นสุดแล้ว และนี่อาจเป็นจังหวะเข้าซื้อ

ทิศทางดัชนี S&P 500 และอัตราส่วน P/E ล่วงหน้า

จากการคาดการณ์ตามฉันทามติของ Wall Street แสดงให้เห็นว่า EPS ของบริษัทในดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 12.5% ในไตรมาส 1 (มกราคม–มีนาคม) ซึ่งจะถือเป็นไตรมาสที่หกติดต่อกันที่มีกำไรเติบโตในระดับเลขสองหลัก จำนวนผู้ออกหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021

ตลาดชัดเจนว่ากำลังอ่อนล้าจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพร้อมจะหันกลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐาน ปัญหาคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีจะผ่อนคลาย สหรัฐฯ มีแผนจะสกัดกั้นไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้ภาวะขาดดุลในตลาดน้ำมันขยายตัวขึ้นอีกราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้น และกลายเป็นแรงกดดันด้านลบต่อดัชนี S&P 500

จำนวนบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่ออกแนวโน้มกำไรเชิงบวก

ดังนั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะดึงเชือก แรงมองบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะช่วยหนุนตลาดให้ปรับตัวขึ้น ขณะที่ความมองลบต่อผลกระทบด้านลบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกจะกดดันให้ตลาดปรับตัวลง ในขณะเดียวกัน ความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ลบ “แรงพยุง” สำคัญอย่างกระแสการเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวของนักลงทุนรายย่อยออกไป

JP Morgan ประเมินว่าตอนนี้มวลชนหรือนักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มขายเมื่อราคาปรับขึ้น แทนที่จะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว แตกต่างจากผู้เล่นรายใหญ่หรือที่เรียกว่า smart money สถานการณ์ดึงเชือกระหว่างนักลงทุนสองกลุ่มนี้เพิ่มโอกาสที่ดัชนีในภาพรวมจะเคลื่อนไหวในลักษณะสะสมกำลัง (consolidation) และสนับสนุนมุมมองว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวในโหมด “ชักเย่อ” อยู่

ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดเมื่อเทียบกับประมาณการของ Bloomberg ถือเป็นปัจจัยบวกต่อดัชนี S&P 500 หากดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI) ปรับตัวขึ้นแรงจากผลกระทบทางอ้อมรอบที่สอง (second-round effects) ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) อาจต้องกลับมาพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

ในเชิงเทคนิค ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นจากระดับแนวต้านสำคัญที่ 6,845 บนกราฟรายวัน โดยระดับ 6,770 ทำหน้าที่เป็นแนวรับ หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวรับดังกล่าว จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนมุมมองจากฝั่ง “Long” ไปสู่ฝั่ง “Short” ในดัชนีหุ้นขนาดกว้างตัวนี้