เมื่อวานนี้ ดัชนีหุ้นปรับตัวลงเล็กน้อย โดย S&P 500 ปรับตัวลง 0.38%, Nasdaq 100 ลดลง 0.13% และ Dow Jones Industrial Average ปรับฐานลง 0.63%
ในวันซื้อขายสุดท้ายของสัปดาห์ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง ปัจจัยกระตุ้นมาจากความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยต่อความหวังล่าสุดที่คาดว่าจะมีการหยุดยิงอย่างรวดเร็ว ดัชนี MSCI All Country World Index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวลง 0.3% ท่ามกลางเหตุปะทะในช่องแคบฮอร์มุซ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีทรงตัวที่ 4.39% เพิ่มขึ้น 2 เบสิกพอยต์เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน
รายงานระบุว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ตอบโต้การโจมตีของอิหร่านต่อเรือพิฆาตของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับทิศทางของความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันเมื่อต้นสัปดาห์ไม่ได้ลุกลามกลายเป็นการปะทะครั้งใหญ่
แม้ว่าดัชนีหุ้นเอเชียจะปรับตัวลง 1.1% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่สัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 ปรับตัวขึ้นราว 0.2% ในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนของมุมมองเชิงบวกในตลาดที่ยังคงมีอยู่
ราคา Brent crude ปรับตัวขึ้น 1% มาอยู่ราว 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทรดเดอร์กังวลว่าหากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของปริมาณการค้าน้ำมันโลกต้องปิดยาว ความเสี่ยงด้านอุปทานสะดุดจะยังคงอยู่ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันยังคงลดลงมากกว่า 6% ในสัปดาห์นี้ สะท้อนบรรยากาศเชิงบวกในช่วงแรกต่อการเจรจาสันติภาพ
ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ได้ขู่จะโจมตีอิหร่านอย่าง "รุนแรงกว่าเดิม" ในอนาคต หากสาธารณรัฐอิหร่านไม่ยอมลงนามในข้อตกลง พร้อมทั้งเปรียบเทียบปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันว่าเป็นเพียง "การตักเตือนเบา ๆ" และย้ำว่าการหยุดยิงยังคง "มีผลบังคับใช้"
มีรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียและคูเวตได้ยกเลิกข้อจำกัดในการใช้ฐานทัพสหรัฐฯ บนแผ่นดินของตน ซึ่งอาจเปิดทางให้วอชิงตันกลับมาดำเนิน "Project Freedom" หรือปฏิบัติการคุ้มกันเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวอีกครั้ง
แรงหนุนต่อตลาดในภาพรวมยังคงมาจากความคาดหวังเกี่ยวกับการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะสูงขึ้น แต่นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับ AI โดยหวังว่าความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงจะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ราว 4,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์
จากมุมมองเชิงเทคนิคของดัชนี S&P 500 ภารกิจเร่งด่วนของฝั่งซื้อคือการเอาชนะแนวต้านที่ระดับ 7,361 ให้ได้ การทำเช่นนั้นจะเป็นการยืนยันแรงโมเมนตัมขาขึ้นและเปิดทางให้ดัชนีเคลื่อนไหวต่อไปสู่ระดับ 7,381 การรักษาการเคลื่อนไหวให้อยู่เหนือ 7,404 จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับฝั่งกระทิงมากยิ่งขึ้น
ในทางกลับกัน ฝั่งซื้อจำเป็นต้องป้องกันบริเวณแนวรับที่ 7,339 หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว ดัชนีอาจร่วงกลับลงไปบริเวณ 7,319 ได้อย่างรวดเร็ว และเปิดทางให้ปรับตัวลงต่อสู่โซน 7,300