ตลาดหุ้นวันที่ 20 พฤษภาคม: S&P 500 และ NASDAQ ร่วงต่อเนื่อง

เมื่อวานนี้ ดัชนีหุ้นปิดตลาดปรับตัวลดลง โดย S&P 500 ลดลง 0.67%, Nasdaq 100 ลดลง 0.84% ขณะที่ Dow Jones Industrial Average ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.65%

หุ้นทั่วโลกปรับตัวลงเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งเป็นช่วงขาลงต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดในรอบกว่าสองเดือน ดัชนี MSCI All Country World ลดลง 0.2% ตลาดหุ้นเอเชียร่วงลงราว 1% และดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวลง 1.5% ขณะที่ฟิวเจอร์สบ่งชี้ว่า ตลาดยุโรปน่าจะเปิดอ่อนได้ในทิศทางเดียวกัน

ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีปรับขึ้นมาที่ 5.20% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2007 ดัชนีพพันธบัตรรัฐบาลอายุยาว (10 ปีขึ้นไป) ติดลบ 4.6% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน Brent crude ทรงตัวใกล้ระดับ 111 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังไม่มีสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดกับอิหร่าน และปัจจัยเหล่านี้ยังคงหนุนให้คาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

จำเป็นต้องแยกแยะ “การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทน” ออกเป็นสองลักษณะ คือ เมื่ออัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง สิ่งนั้นสามารถช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน แต่ถ้าอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพราะกังวลเงินเฟ้อ ผลกระทบจะเป็นลบต่อ ตลาด โดยเฉพาะหุ้นเติบโตที่มีค่า P/E สูง ตอนนี้เรากำลังอยู่ในกรณีหลัง

ในการประชุม G7 ที่กรุงปารีส ผู้นำประเทศต่าง ๆ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นการคลังในระดับสูงเกินไป ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน NATO กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดเรือคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หากเส้นทางยังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติก่อนต้นเดือนกรกฎาคม ประธานาธิบดี Trump ได้ออกมาขู่ซ้ำอีกครั้งว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านภายในไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้บรรยากาศภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันตลาดอยู่

สายตานักลงทุนทั้งหมดจับจ้องไปที่รายงานผลประกอบการของ Nvidia คืนนี้ โดยตลาดจับตามองด้วยความตึงเครียดเป็นพิเศษ นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้ไตรมาสนี้จะเติบโตราว 80% แต่อสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ แนวทางการผลิตในอนาคต (production guidance) และมุมมองของผู้บริหารต่อการแข่งขัน ท่ามกลางภาวะที่ตลาดกำลังปรับมุมมองต่อเส้นทางของอัตราดอกเบี้ย “ธีม AI” จำเป็นต้องได้รับการยืนยันรอบใหม่ ผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังจาก Nvidia อาจเป็นแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีรอบใหม่ ในทางกลับกัน หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่ง ก็อาจเป็นตัวเร่ง (catalyst) ที่ตลาดขาดหายไปในช่วงสี่วันที่ผ่านมา

ในทางเทคนิค การวิเคราะห์ดัชนี S&P 500 แสดงให้เห็นว่า ภารกิจเร่งด่วนของฝั่งผู้ซื้อคือการฝ่าด่านแนวต้านที่ระดับ 7,381 ให้ได้ ซึ่งหากทำได้จะเป็นสัญญาณของแรงโมเมนตัมขาขึ้นรอบใหม่ และเปิดทางให้ดัชนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7,404 การยืนเหนือ 7,427 ได้อย่างมั่นคงจะยิ่งช่วยเสริมความได้เปรียบให้ฝั่งผู้ซื้อมากขึ้น

ในด้านลบ ฝั่งผู้ซือต้องปกป้องโซน 7,355 ให้ได้ หากหลุดต่ำกว่าระดับนี้ มีแนวโน้มสูงที่ดัชนีจะถูกกดลงไปแถว 7,339 และเปิดทางให้ถอยลงต่อสู่ระดับ 7,325