อย่างไรก็ดี แบบสำรวจล่าสุดจาก World Gold Council ชี้ว่าธนาคารกลางต่าง ๆ ยังคงเพิ่มปริมาณทองคำในทุนสำรองของตน โดยมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางการเงินและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤษภาคม People's Bank of China (PBOC) ได้เพิ่มการถือครองทองคำอีก 320,000 ออนซ์ ถือเป็นการขยายทุนสำรองทองคำติดต่อกันเป็นเดือนที่ 19 นอกจากนี้ ตามรายงานทุนสำรองล่าสุดที่เผยแพร่โดย European Central Bank (ECB) ทองคำได้แซงหน้า U.S. Treasury securities ขึ้นมาเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองทางการอย่างเป็นทางการที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากอันดับหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เพื่อให้ได้จังหวะการเทรดที่ดียิ่งขึ้น เทรดเดอร์ควรรอการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ โดยเฉพาะดัชนี ISM Services PMI ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการดอลลาร์สหรัฐ และต่อเนื่องไปถึงทิศทางราคาเคลื่อนไหวของทองคำ
ดังนั้น แม้ว่าการปรับฐานของราคาทองคำในรอบนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว แต่ปัจจัยพื้นฐานในภาพรวมยังคงชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่แนวโน้มขาขึ้นจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เทรดเดอร์ควรจับตาดูการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะออกมาในระยะถัดไป รวมถึงถ้อยแถลงจากสมาชิก FOMC อย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อบรรยากาศในตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า
ในเชิงเทคนิค การยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันยังคงสนับสนุนมุมมองเชิงบวก แม้ว่าเครื่องชี้วัดโมเมนตัม (momentum oscillators) ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในแดนลบ ซึ่งสะท้อนว่าฝั่งขายยังคงได้เปรียบในระยะสั้น แต่ดัชนี Relative Strength Index (RSI) กำลังเข้าใกล้ระดับ 50 ขณะที่ฮิสโตแกรมของ MACD กำลังหดตัวเอียงไปทางฝั่งซื้อมากขึ้น สื่อว่าพลังของแรงขายเริ่มอ่อนแรงลง
ทองคำกำลังเผชิญแนวต้านบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ หากราคาสามารถทะลุและยืนเหนือระดับนี้ได้อย่างมั่นคง จะเปิดทางให้ราคามุ่งหน้าทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day EMA) ต่อไป ในทางกลับกัน หากราคาหลุดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน แนวรับถัดไปจะอยู่บริเวณ 4,122 ดอลลาร์ ใกล้กับระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,100 ดอลลาร์ ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงยืนเหนือโซนแนวรับเหล่านี้ ฝั่งซื้อยังมีโอกาสรักษาแรงและความได้เปรียบไว้เพื่อท้าทายระดับราคาที่สูงขึ้นได้ต่อไป