อัตราเงินเฟ้อของประเทศจีนปรับตัวขึ้นมาเนื่องจากราคาเนื้อหมู่ที่เพิ่มสูงขึ้น

ในเดือนที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับเศรษฐกิจของจีน ในช่วงระยะเวลาที่มีการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศจีน ได้ปรับตัวไปในระดับสูงสุด นักวิเคราะห์กล่าวไว้ว่า ครั้งล่าสุดที่ได้มีการพบมูลค่าสูงเช่นนี้ในเดือนมกราคม ปี 2012 การปรับตัวเกิดขึ้นมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาเนื้อหมู ในขณะที่ราคาผู้ผลิตเองก็ลดลงไปอย่างมาก

อ้างอิงจากการรายงานของสำนักสถิติแห่งชาติของจีน(NBS) ได้ระบุว่าราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นมาเป็น 3.8% ในรอบปีของเดือนตุลาคมของปีนี้ อ้างอิงตามสำนักงาน NBSที่ระบุว่า ในเดือนกันยายนได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านั้น การเติบโตของราคาในเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ 0.9% ซึ่งออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ

ในช่วงระยะเวลาที่มีการรายงานพบว่า ราคาอาหารในประเทศจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเป็น 15.5% การเติบโตเกิดขึ้นเร็วที่สุดในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา อ้างอิงจากข้อมูลจากทางนักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ระบุว่า ราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8 เดือนติดต่อกัน ในเดือนตุลาคมพบว่า ราคาของมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101.3% สำหรับสาเหตุของโรคนี้เกิดมาจากการระบาดของโรคไข้หวัดหมูในแอฟริกา (ASF) เนื่องจากจำนวนสุกรในประเทศจีนได้ลดลงไปอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญยังได้บันทึกการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าที่ไม่ได้เป็นอาหาร และการบริการที่ระดับ 0.9% ในขณะที่ราคาเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นมาเป็น 1.2%

ในเดือนที่แล้ว ราคาผู้ผลิตในประเทศจีนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี การปรับตัวลงเกิดขึ้นเป็นระดับมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2016 ทางด้านผู้เชี่ยวชาญได้อ้างถึงภาคอุตสาหกรรมของจีนที่อ่อนแอเป็นเวลานาน ภายใต้เงื่อนไขอุปสงค์ทั่วโลกที่ลดลง และสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา

ในเดือนตุลาคม ปี2019 พบว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมกับราคาอาหารที่ผันผวน และราคาพลังงาน ยังคงอยู่ที่ระดับ 1.5% ประเทศจีนมีแผนที่จะยังคงใช้อัตราเงินเฟ้อไว้ต่ำกว่า 3%