เมื่อวานนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดย S&P 500 ร่วงลง 1.44% ขณะที่ Nasdaq 100 ลดลง 2.21% และ Dow Jones Industrial Average อ่อนตัวลง 0.09%

วันนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาทรงตัวได้หลังจากแรงขายหุ้นเทคโนโลยีในช่วงก่อนหน้า และทุกสายตาจับจ้องไปที่ผลประกอบการของ Micron ซึ่งจะประกาศหลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการ ดัชนี MSCI All‑Country World แทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากร่วงลง 1.7% เมื่อวานนี้ ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้นราว 3% หลังจากดิ่งลง 10% เมื่อวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากรายงานความเป็นไปได้ที่ Samsung จะทำการซื้อหุ้นคืน ด้านฟิวเจอร์ส S&P 500 ปรับขึ้น 0.2% และฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 0.5%
รายงานของ Micron มีความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงที่ความกังวลต่อหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง ราคาหุ้นร่วงลง 13% ในวันอังคาร แต่ยังคงปรับตัวขึ้นมากกว่า 250% ตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขผลประกอบการครั้งนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แข็งแกร่งพอจะรองรับมูลค่าหุ้นในปัจจุบันหรือไม่
แรงเทขายเมื่อวานนี้สะท้อนให้เห็นว่าดุลยภาพของกลุ่มเทคโนโลยีเปราะบางเพียงใด ความกังวลว่าการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI อาจจะเร็วและแรงเกินไป จุดชนวนให้เกิดการเทขายทั่วโลก ดัชนีหุ้นเอเชียร่วง 3.6% เป็นการปรับลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ด้าน Nasdaq 100 ร่วงลงราว 3.3% ส่วนดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับจากจุดต่ำสุดในช่วงสงคราม ร่วงลงไปราว 8% อย่างไรก็ดี หุ้นเทคโนโลยีมีสถิติฟื้นตัวได้ดีหลังการปรับฐาน และผู้เล่นในตลาดจำนวนไม่น้อยยังมองว่ากลุ่มนี้เป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนระยะยาวที่ดีที่สุด แม้จะมีมูลค่าที่สูงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มีเสียงเตือนว่า AI ณ ขณะนี้อาจเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุน ทั้งในแง่ขนาด การใช้ leverage และบรรยากาศความคึกคักเกินจริง ถึงกระนั้น ยังไม่มีสัญญาณว่าราคาจะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงในทันที และตลาดยังไม่แสดงท่าที “ยอมแพ้” อย่างชัดเจน
ด้านตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตราสารหนี้ ภาพรวมมีความสำคัญต่อท่าทีของ Fed ราคาน้ำมันดิบ Brent ร่วงลงต่ำกว่า 77 ดอลลาร์ จากปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ขอให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบว่าทำไมราคาน้ำมันเบนซินจึงไม่ลดลงเร็วกว่านี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทรงตัวหลังจากอัตราผลตอบแทนดีดตัวขึ้นเมื่อวาน โดยแรงขายในตลาดหุ้นและราคาน้ำมันที่ถูกลงช่วยลดแรงกดดันต่อ Fed ในการต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ในเชิงเทคนิค การวิเคราะห์ดัชนี S&P 500 บ่งชี้ว่า ภารกิจเฉพาะหน้าของฝั่งซื้อคือการฝ่าระดับแนวต้านที่ 7,381 ให้ได้ ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยืนยันแรงโมเมนตัมขาขึ้นและเปิดทางให้ดัชนีขยับไปสู่ระดับ 7,404 การยืนเหนือ 7,427 ได้อย่างมั่นคงจะยิ่งช่วยเสริมความได้เปรียบให้กับฝั่งซื้อ ส่วนทางด้านแนวรับ ฝั่งซื้อต้องปกป้องระดับ 7,355 หากหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงที่ดัชนีจะถอยกลับลงไปแถว 7,339 และเปิดทางให้ปรับตัวลงต่อไปยังระดับ 7,309 ได้
