เมื่อวานนี้ มีการก่อตัวของจุดเข้าเทรดหลายจุดในตลาด มาดูกราฟ 5 นาทีแล้ววิเคราะห์กันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในการคาดการณ์ช่วงเช้าของผม ผมได้ระบุระดับ 1.3647 เอาไว้และวางแผนว่าจะตัดสินใจเข้าเทรดจากระดับนั้น การปรับขึ้นและการเกิดสัญญาณหลอกบริเวณ 1.3647 ทำให้เกิดจุดเข้าเปิดสถานะขายคู่เงินปอนด์ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงมา 17 จุดสำหรับคู่นี้ ในช่วงครึ่งหลังของวัน สถานการณ์แบบเดียวกันที่ระดับ 1.3647 ก็เกิดซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงมาอีก 15 จุดสำหรับคู่นี้

เงื่อนไขในการเปิดสถานะซื้อ (Long) บนคู่เงิน GBP/USD:
เมื่อวานนี้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินปอนด์อังกฤษหลังจากมีรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอสองฉบับ ยอดขายบ้านใหม่เดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 607,000 ยูนิตต่อปี จากระดับ 678,000 ยูนิตในเดือนมิถุนายน ราคาขายเฉลี่ยก็ปรับตัวลดลงมาที่ 393,800 ดอลลาร์เช่นกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board ในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 89.4 จากเดิม 90.2
วันนี้ ในช่วงครึ่งแรกของวัน เรารอข้อมูลยอดค้าปลีกจาก Confederation of British Industry ซึ่งหากตัวเลขออกมาอ่อนแอจะกดดันคู่เงินนี้อย่างรวดเร็วและดึงราคาลงมาทดสอบแนวรับใกล้เคียงบริเวณ 1.3620 อีกครั้ง เฉพาะการเกิดรูปแบบ “ทะลุหลอก” (false breakout) ที่แนวรับดังกล่าว ในลักษณะเดียวกับที่กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น จึงจะเป็นจุดเข้าเปิดสถานะซื้อที่ดี เพื่อลุ้นการฟื้นตัวขึ้นไปยังระดับ 1.3647 ซึ่งราคาพยายามทะลุไม่ผ่านมาหลายวันแล้ว
หากมีการเบรคทะลุระดับนี้ขึ้นไปได้ และมีการรีเทสต์กลับลงมาทดสอบด้านบนของกรอบ (จากบนลงล่าง) จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ GBP/USD แข็งค่าต่อ นำไปสู่การตัดขาดทุนของฝั่งขาย และเป็นจุดเข้าเปิดสถานะซื้อที่เหมาะสม พร้อมโอกาสให้ราคาขยับขึ้นไปยังบริเวณ 1.3672 ซึ่งผมคาดว่าจะเริ่มเห็นแรงขายจากฝั่งหมี (bear) เข้ามาอย่างชัดเจน เป้าหมายที่ไกลที่สุดของการขึ้นรอบนี้อยู่ที่โซน 1.3707 ซึ่งผมมีแผนจะปิดทำกำไร
ในกรณีที่ GBP/USD ปรับตัวลง และไม่มีแรงซื้อชัดเจนบริเวณ 1.3620 แรงกดดันต่อเงินปอนด์จะเพิ่มขึ้น และจะเปิดทางให้ราคาลงไปหาแนวรับถัดไปที่ 1.3594 เฉพาะการเกิดรูปแบบทะลุหลอกบริเวณดังกล่าวเท่านั้น จึงจะถือเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการเปิดสถานะซื้อ ผมวางแผนจะเข้าซื้อ GBP/USD ทันทีหากราคาดีดตัวกลับจากแนวรับต่ำสุดบริเวณ 1.3569 โดยคาดหวังกำไรจากการรีบาวด์ในวันเดียว (intraday correction) ประมาณ 30-35 จุด (pips)
เงื่อนไขในการเปิดสถานะขาย (Short) บนคู่เงิน GBP/USD:
แม้ฝั่งหมีจะพยายามกดราคาอย่างต่อเนื่อง แต่คู่เงินยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบไซด์เวย์ ซึ่งยังเปิดโอกาสให้แนวโน้มขาขึ้นดำเนินต่อไปได้ หาก GBP/USD ปรับตัวขึ้นจากผลของรายงานยอดค้าปลีกที่ออกมาดี ผู้ขายจะต้องปกป้องแนวต้านบริเวณ 1.3647 อย่างจริงจังอีกครั้ง เฉพาะการเกิดรูปแบบทะลุหลอกที่ระดับนี้ ในลักษณะเดียวกับที่กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น จึงจะเป็นสัญญาณเปิดสถานะขาย โดยมีเป้าหมายลงไปที่แนวรับ 1.3620 ซึ่งถูกทดสอบมาแล้วมากกว่าสี่ครั้งในช่วงสามวันที่ผ่านมา
หากมีการเบรคทะลุระดับนี้ลงไปได้ และมีการรีเทสต์จากด้านล่างขึ้นด้านบนของกรอบดังกล่าว จะเป็นการกดดันสถานะของฝั่งซื้ออย่างมาก นำไปสู่การตัดขาดทุนและเปิดทางให้ราคาลงต่อไปยังแนวรับ 1.3594 โดยมีเป้าหมายที่ไกลที่สุดบริเวณ 1.3569 ซึ่งผมวางแผนจะปิดทำกำไร
ในกรณีที่ GBP/USD ปรับตัวขึ้นต่อ และไม่มีแรงขายชัดเจนบริเวณ 1.3647 ฝั่งซื้อจะมีโอกาสขยายแนวโน้มขาขึ้นต่อไป โดยจะเปิดทางให้ราคาขยับขึ้นไปยังโซน 1.3672 ผมก็มีแผนจะเปิดสถานะขายบริเวณนี้เช่นกัน แต่เฉพาะในกรณีที่เกิดรูปแบบทะลุหลอก หากแม้แต่บริเวณนั้นก็ยังไม่เห็นการย่อตัวลง ผมจะวางขาย GBP/USD ทันทีเมื่อราคาดีดตัวจากระดับ 1.3707 แต่จะทำเช่นนั้นก็ต่อเมื่อคาดหวังการปรับฐานลงภายในวัน (intraday correction) ของคู่เงินราว 30-35 จุด (pips) เท่านั้น

คำแนะนำสำหรับการทบทวน:
ในรายงาน COT (Commitment of Traders) ณ วันที่ 18 สิงหาคม มีการเพิ่มขึ้นทั้งในฝั่งสถานะ Long และ Short ตลาดกลับมาคึกคักอย่างรวดเร็ว: Open Interest พุ่งขึ้น +29.9 พันสัญญา แต่ประเด็นหลักคือพฤติกรรมของ Hedgers: เป็นครั้งแรกในรอบระยะเวลานานที่พวกเขาเพิ่มสถานะ Short เร็วกว่าสถานะ Long คือ +21.8 พันสัญญา เทียบกับ +13.3 พันสัญญา ทำให้ Net Long ลดลงมาอยู่ที่ +50.4 พันสัญญา ซึ่งบ่งชี้ว่า Smart Money กำลังระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันฝั่งเก็งกำไร (Speculators) ยังคงถือ Net Short อย่างมั่นคงที่ 54.6 พันสัญญา ส่วนรายย่อย — ซึ่งมักถือเป็นตัวชี้วัดสวนทาง — กำลังเข้าซื้ออย่างแข็งขัน การผสมผสานระหว่างแรงซื้อจากรายย่อยและการที่ Hedgers ป้องกันความเสี่ยงจากการปรับตัวลง มักเป็นสัญญาณล่วงหน้าของการเกิดการปรับฐาน (Correction)

สัญญาณจากอินดิเคเตอร์:
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)
ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 และ 50 วัน บ่งชี้ถึงลักษณะการแกว่งตัวในกรอบ (sideways) และภาวะการสะสมกำลังของตลาด (consolidation)
หมายเหตุ: คาบเวลาและระดับราคาของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ผู้เขียนใช้ เป็นการอ้างอิงจากกราฟรายชั่วโมง H1 ซึ่งแตกต่างจากการนิยามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่รายวันแบบคลาสสิกบนกราฟรายวัน D1
Bollinger Bands
หากราคาปรับตัวลง แนวล่างของอินดิเคเตอร์บริเวณ 1.3620 จะทำหน้าที่เป็นแนวรับ
คำอธิบายอินดิเคเตอร์:
• เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: MA ใช้ระบุแนวโน้มปัจจุบันโดยการทำให้ความผันผวนและสัญญาณรบกวนเรียบลง) คาบเวลา – 50 แสดงเป็นเส้นสีเหลืองบนกราฟ;
• เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: MA ใช้ระบุแนวโน้มปัจจุบันโดยการทำให้ความผันผวนและสัญญาณรบกวนเรียบลง) คาบเวลา – 30 แสดงเป็นเส้นสีเขียวบนกราฟ;
• อินดิเคเตอร์ MACD (Moving Average Convergence/Divergence – การหาค่าบรรจบ/ห่างกันของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) Fast EMA – คาบเวลา 12, Slow EMA – คาบเวลา 26, SMA – คาบเวลา 9;
• Bollinger Bands (Bollinger Bands) คาบเวลา – 20;
• ผู้เล่นกลุ่ม Non-commercial – กลุ่มเก็งกำไร เช่น เทรดเดอร์รายบุคคล กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และสถาบันขนาดใหญ่ที่ใช้ตลาดฟิวเจอร์สเพื่อเก็งกำไร และต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด;
• สถานะ Long non-commercial คือสถานะเปิดฝั่งซื้อรวมทั้งหมดของผู้เล่นกลุ่ม non-commercial;
• สถานะ Short non-commercial คือสถานะเปิดฝั่งขายรวมทั้งหมดของผู้เล่นกลุ่ม non-commercial;
• ยอดสุทธิสถานะ non-commercial (total non-commercial net position) คือส่วนต่างระหว่างสถานะขายและสถานะซื้อของผู้เล่นกลุ่ม non-commercial
