ขณะที่ตลาดน้ำมันกำลังตามมาอย่างใกล้ชิดกับการเริ่มทำงานอีกครั้งของโรงกลั่นน้ำมัน โดยการเคลื่อนไหวของน้ำมันสำรองในสหรัฐอเมริกาและผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคน Harvey และ Irma ทาง OPEC ได้เริ่มดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนหลายต่อหลายคนอีกครั้ง โดลแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับประเด็นนี้อย่าง Bloomberg ได้ออกมากล่าวว่าการขนส่งน้ำมันในเดือนสิงหาคมได้ลดลงไปถึง 109, 000 b/d
กิจกรรมที่เพิ่มขึ้นมาในประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งไม่เพียงแต่ได้มีการหารือกับประเทศเวเนซูเอลาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการยืดระยะเวลาข้อตกลงของการลดอัตราการผลิตลงให้มากกว่าเดือนมีนาคม ปี2018 แต่ยังระบุเกี่ยวกับแนวโน้มที่ดีของช่วงครึ้งที่สองของปีนี้ อ้างอิงจากทาง Riyadh พร้อมกันกับการลดการผลิตลงมาถึง 1.8ล้าน b/d เมื่อเทียบกับระดับของช่วงเดือนตุลาคม ปี 2016 ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาของอุปสงค์ระหว่างประเทศถึง 2ล้าน b/d ที่สร้างผลดีต่อตลาดน้ำมัน สำหรับปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการลดลงในส่วนของน้ำมันสำรองของโลกซึ่งในตอนนี้มีปริมาณอยู่ที่ 219 ล้านบาร์เรลที่มากกว่าค่าเฉลี่ยในเมื่อ5ปีที่ผ่านมา เมื่อ้างอิงจากตัวแทนด้านพลังงานระหว่างประเทศที่ออกมาระบุถึง 3.02พันล้านบาร์เรล
แต่ถึงอย่างไรก็ตามการช่วยเหลือของประเทศซาอุดิอาระเบียเองก็เริ่มต้นขึ้นในประเทศ ส่วนแนวโน้มของการเติบโตในสหรัฐอเมริกาของปริมาณน้ำมันคงคลังอยู่ที่ 2.3ล้านบาร์เรลในช่วงสุดสัปดาห์ในวันที่ 5 กันยายนหลังจากที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาถึง 4.6ล้านบาร์เรล แล้วยังมีการระบุอีกว่าในตอนนี้แนวโน้มจะเคลื่อนตัวเร็วขึ้นกว่าเดิม ทาง Goldman Sachs ได้ออกมาคาดว่าปริมาณน้ำมันคงคลังในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นมา 40ล้านบาร์เรลในอีก5วันข้างหน้าระหว่างที่อุปสงค์ได้ลดลงไปถึง 900,000 b/d ในช่วงเดือนกันยายนและอีก 300,000 b/d ในเดือนตุลาคม ในเวลาเดียวกันพลังการทำลายล้างของพายุเฮอร์ริเคน Harvey ต่อตลาดน้ำมันในสหรัฐอเมริกาก็มากกว่าพายุเฮอร์ริเคน Irma หลังจากที่รายได้ต่อหัวในรัฐ Texasเพิ่มมากขึ้นทวีคูณเท่ากับในรัฐฟลอริดา ทางด้าน Capital Economics เห็นด้วยกับมุมมองของ Goldman Sachs นอกจากนั้นทางบริษัทได้ทำการเปรียบเทียบพายุเฮอร์ริเคนกับ Katrina ภายใต้อิทธิพลที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2005 โดยอุปสงค์ลดลงไปร้อยละ 2 ต่อปีในช่วงสามปีข้างหน้า
ดังนั้นแล้วตลาดประเทศอเมริกาอาจจะเต้มไปด้วยปัจจัยในแง่ลบ ซึ่งจะทำให้ผู้เก็งกำไรเพิ่มสถานะการขายในผู้ผลิตเบรนท์ ส่วนสถานะการซื้อของสัปดาห์วันที่ 5 กันยายน ก็ยังคงเหมือนเดิม แต่อาจจะมีการลดสถานะซื้อลงไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ตามตัวบ่งชี้ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
กระแสการเคลื่อนไหวของสถานะการทำกำไรของผู้ผลิตเบรนท์

แหล่งที่มา: Bloomberg.
การเคลื่อนไหวเพิ่มเติมของผู้ผลิตเบรนท์และ WTI จะขึ้นอยู่กับความเร็วของการเริ่มทำงานของโรงกลั่นน้ำมันและการเคลื่อนไหวของหุ้นสหรัฐอเมริกา ถ้าหากมีการคาดการณ์แง่ลบออกมาจากทาง Goldman Sachs และ Capital Economics จะไม่รวมผลไปด้วย และการกลั่นน้ำมันก็จะปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเชื่อว่าเกิดขึ้นแน่นอนในตลาด ต่อจากนั้นฟิวเจอร์สก็ยังคงปรับตัวขึ้นด้านบน นอกจากนั้นแล้วยังมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาในไตรมาสที่สามจากอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคนที่ส่งผลกระทบต่อแผนการของธนาคารกลางและจะเลื่อนขอบเขตเวลาสำหรับการปรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศขึ้นในช่วงครึ้งที่สองของปี 2018 ซึ่งจะลดมูลค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐลงไป
ทางเทคนิคแล้วจะพบว่ามีการย้อนกลับขึ้นมาของราคาผู้ผลิตเบรนท์ในแนวต้านที่ 54.7เหรียญต่อบาร์เรลพร้อมกับแผนการที่จะดำเนินการให้สำเร็จได้เพิ่มความเสี่ยงของความต่อเนื่องในการปรับระดับในทิศทางไปหาเป้าหมายที่ 161.8%, 200%และ 224%ในกราฟรูปแบบ AB = CD
แผนผังรายวันของผู้ผลิตเบรนท์

